ตลอดเดือนที่ผ่านมา นักวิเคราะห์จำนวนมากต่างชี้ว่า Bitcoin ยังคงอยู่ในตลาดขาลง แต่ข้อมูลสำคัญห้าประเด็นแสดงให้เห็นว่า ตลาดกำลังอยู่ในช่วงรีเซ็ตกลางรอบ หลังจากราคาพุ่งแรงทำจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2025
ข้อมูล on-chain และ ETF ขณะนี้แสดงให้เห็นว่าคลื่นการขายเริ่มชะลอตัวลง โดยไม่ได้เป็นเพราะนักลงทุนระยะยาวทยอยออกจากตลาด แต่เป็นกลุ่มผู้ซื้อช่วงท้ายที่ถูกบีบให้ออกจากตลาด ในขณะที่กลุ่มผู้ถือที่แข็งแกร่งกว่ารับซื้อเหรียญจากซัพพลายเหล่านั้น
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะช่วงรีเซ็ตกลางรอบมักเป็นจุดเปลี่ยนจากการเทขายด้วยความตื่นตระหนกไปสู่ช่วงสะสมเหรียญ
การไหลออกของ ETF สะท้อนภาวะล้างพอร์ต ไม่ใช่การกระจายระยะยาว
ETF Bitcoin ของสหรัฐอเมริกา เผชิญกับแรงขายอย่างหนักที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเปิดตัวในช่วงครึ่งแรกของเดือนมกราคม หลังจากมีเงินไหลเข้ามาอย่างแข็งแกร่งในวันที่ 2 และวันที่ 5 มกราคม ซึ่งมีมูลค่ารวมกันกว่า 1.1 พันล้าน USD จากนั้นทิศทางก็เปลี่ยนเป็นลบอย่างรวดเร็ว
Sponsoredภายในสามวันถัดมา มีเงินไหลออกจากกองทุนรวมแล้วมากกว่า 1.1 พันล้าน USD
ลักษณะนี้ถือเป็นการเทขายแบบ capitulation หรือ washout สุดคลาสสิก นักลงทุนที่ซื้อ ETF ในช่วงราคาร้อนแรงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ต่างเข้าลงทุนตอนที่ Bitcoin ใกล้จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อราคาหล่นต่ำกว่า 95,000 USD หลายตำแหน่งก็ขาดทุน ทันทีที่เกิดความเสี่ยง ผู้จัดการความเสี่ยงและนักลงทุนสายเก็งกำไรระยะสั้นต่างรีบถอนตัวอย่างรวดเร็ว
ประเด็นสำคัญคือ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นการไหลออกรวดเร็วจนลากยาวแบบที่เกิดในตลาดขาลงทั่วไป แต่เป็นการเทขายแบบฉับพลันและกระจุกตัว ซึ่งการ ขายประเภทนี้จะหมดแรงเอง เพราะได้ขจัดกลุ่มผู้ถือที่อ่อนแอออกจากตลาดก่อนแล้ว
ข้อมูลล่าสุดก็แสดงให้เห็นว่าการไหลเข้าออกของ ETF เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่าช่วงการขายแบบบังคับใกล้จบรอบแล้ว
ในวัฏจักรของตลาด การเทขายแบบ washout สำหรับ ETF มักเป็นสัญญาณก่อนเข้าสู่ช่วงพักตัวและการฟื้นตัวในที่สุด
ต้นทุน ETF ใกล้ USD 86,000 หนุนราคาตลาด
กราฟ drawdown ของ ETF โดย CryptoQuant แสดงให้เห็นว่าราคาซื้อเฉลี่ยของ Bitcoin ที่ถูกถือโดย ETF อยู่ใกล้ระดับ 86,000 USD ซึ่งหมายความว่าส่วนใหญ่ของนักลงทุน ETF ที่เข้าสู่ตลาดนับตั้งแต่จุดสูงสุดในเดือนตุลาคม ขณะนี้ใกล้จะคืนทุนแล้ว
ระดับราคานี้มีความสำคัญมาก เพราะเมื่อราคาซื้อขายอยู่ใกล้ต้นทุนเฉลี่ยของกลุ่มผู้ซื้อรายใหม่รายใหญ่ แรงขายมักจะลดลง
นักลงทุนที่ขาดทุนไปแล้วได้ทยอยออกจากตลาด และผู้ที่ยังถืออยู่ก็มักเลือกจะรอการฟื้นตัวแทนที่จะขายขาดทุนเล็กน้อย
ตามประวัติที่ผ่านมา โซนต้นทุนพื้นฐานเหล่านี้มักจะทำหน้าที่เสมือนแรงโน้มถ่วง เพราะเมื่อใดที่ราคา Bitcoin ร่วงต่ำกว่าโซนนั้นมาก เหล่านักซื้อจังหวะย่อตัวจะเข้ามาซื้อทันที และเมื่อราคาปรับขึ้นสูงเหนือโซนดังกล่าว การทำกำไรก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ขณะนี้ Bitcoin อยู่เหนือระดับสมดุลของ ETF นี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ดังนั้นจึงเป็นคำอธิบายได้ว่าทำไม ตลาดจึงสร้างเสถียรภาพที่ช่วง 88,000 ถึง 92,000 USD แม้ว่าจะมีเงินหลายพันล้าน USD ไหลออกจาก ETF ก็ตาม
ระดับต้นทุน ETF ได้กลายเป็นแนวรับเชิงโครงสร้าง ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงปรับฐานกลางรอบ เทียบกับ ภาวะตลาดขาลงที่แท้จริง
การโอนของ BlackRock บน Coinbase สะท้อนกลไกการไถ่ถอน
ข้อมูลบล็อกเชนแสดงว่า BlackRock โอน BTC จำนวน 3,743 เหรียญ และ ETH 7,204 เหรียญไปยัง Coinbase Prime ในแวบแรกอาจดูคล้ายกับการขายของสถาบันการเงิน
ถึงอย่างไร กลไกของ ETF นั้นสำคัญ เพราะเมื่อผู้ลงทุนไถ่ถอนหุ้น ETF กองทุนก็จำเป็นต้องส่งมอบ Bitcoin ให้กับผู้มีสิทธิ์ โดย Coinbase Prime เป็นศูนย์กลางฝากและชำระธุรกรรมในกระบวนการนี้
และเมื่อการไถ่ถอนพุ่งสูงขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา BlackRock จึงต้องโอน BTC และ ETH เพื่อปฏิบัติตามภาระหน้าที่ดังกล่าว
กระแสนี้สะท้อนถึงความต้องการสภาพคล่อง ไม่ใช่ทิศทางการเดิมพันของ BlackRock แต่อย่างใด โดยบริษัทไม่มีสิทธิ์เลือกเวลาในการไถ่ถอนของนักลงทุน แต่มีหน้าที่เพียงดำเนินการถอนเงิน ทั้งนี้ ช่วงเวลาของการโอนเหล่านี้สอดคล้องกับการไหลออกจาก ETF อย่างหนักที่เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคม
ในขณะตลาดขาลง เรามักจะเห็นกองทุนลดสถานะการถือครองอย่างต่อเนื่องนานเป็นเดือน แต่ครั้งนี้ เราเห็นเพียงนักลงทุนระยะสั้นทยอยขายและ ETF ก็เพียงแค่ชำระธุรกรรมเหล่านั้น
เพราะฉะนั้น สถานการณ์นี้จึงเป็นการปรับฐานมากกว่าการถอนตัวเชิงโครงสร้างของเงินทุนสถาบัน
Coinbase Premium ชี้สถาบันการเงินสหรัฐชะลอการลงทุน
ดัชนี Coinbase Premium ลดลงจนติดลบอย่างรุนแรงในวันที่ 12 มกราคม นั่นหมายความว่า Bitcoin มีราคาถูกกว่าบน Coinbase เมื่อเทียบกับเว็บเทรดนอกประเทศ
Coinbase ให้บริการหลักกับสถาบันสหรัฐและนักลงทุนที่มีสินทรัพย์สูง เมื่อค่าพรีเมียมเป็นบวก นั่นคือการบ่งชี้ว่าสถาบันอเมริกากำลังซื้ออย่างแข็งแกร่ง
แต่เมื่อค่าพรีเมียมติดลบ แปลว่าความต้องการนั้นเริ่มอ่อนแรงลงแล้ว
การชะลอตัวในตอนนี้ถือว่าสมเหตุสมผล เพราะผู้ลงทุน ETF เพิ่งขาดทุนอย่างหนัก หลายกองทุนจึงรอให้กระแสเงินกลับมานิ่งก่อนที่จะกลับเข้ามาใหม่
แต่อย่างไรก็ตาม การขาดการซื้อ ไม่ได้หมายความว่ามีการขายจำนวนมาก BTC แบบ Spot ไม่ได้ไหลเข้าสู่ Coinbase ในปริมาณมากนัก แต่ราคาก็ไม่ได้ถูกไล่ขึ้นแต่อย่างใด
ในการรีเซ็ตกลางรอบ ผู้ซื้อสถาบันมักจะหยุดพักในขณะที่นักลงทุนรายย่อยที่อ่อนแอกว่าต่างทยอยขายออก จากนั้นจึงจะกลับมาเมื่อตลาดนิ่งขึ้น ซึ่งรูปแบบนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ Coinbase Premium แสดงให้เห็นในวันนี้
Sponsored Sponsoredกระแสเงินสุทธิในตลาดแลกเปลี่ยนยืนยันอุปทานถูกดูดซับ
ค่าเฉลี่ย 30 วันที่ผ่านมา ของ Netflow Bitcoin บนกระดานแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนตุลาคม โดย Bitcoin เคลื่อนย้ายเข้าสู่ exchanges มากขึ้น ซึ่งปกติแล้วมักสื่อถึงแรงกดดันการขาย
แต่เมื่อดูบริบทแล้ว แหล่งซัพพลายนี้ส่วนใหญ่ มาจาก ETF ที่กำลังปรับลดสถานะ และจากโต๊ะอาร์บิทราจที่ปิดการไถ่ถอน ไม่ได้มาจากผู้ถือระยะยาวเร่งขายออกแต่อย่างใด
แม้ว่าจะมี inflow เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก แต่ราคาของ Bitcoin ก็ยังไม่ร่วงลง โดยราคายังยืนในช่วงต่ำที่ 90,000 USD ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อที่อยู่นอกตลาด ETF นั้นได้ดูดซับอุปทานไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้เทรดทั่วโลก กองทุนต่างประเทศ และกลุ่มที่สะสมระยะยาว
เมื่อมีแรงขายแต่ราคายังยืนอยู่ได้ มักจะสื่อถึงการกระจายตัวใหม่จากกลุ่มมืออ่อนสู่นักลงทุนที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งสถานการณ์นี้ถือเป็นเรื่องปกติในช่วงรีเซ็ตกลางรอบ
อนาคตของราคา Bitcoin ในไทย
ข้อมูลทั้งห้าชุดชี้ไปในทิศทางเดียวกัน Bitcoin กำลังอยู่ในช่วงปรับฐานจากแรงสั่นคลอนที่มาจาก ETF โดยผู้ซื้อรายหลังออกจากตลาดไปแล้ว ขณะที่ผู้ถือระยะยาวยังคงอยู่
ตราบเท่าที่ Bitcoin ยังยืนเหนือจุดต้นทุน ETF ที่ 86,000 USD โครงสร้างตลาดจะยังดูดี และราคาจะมีโอกาสทรงตัวเพื่อรอทดสอบแนวต้านที่ 95,000 USD ได้อีกครั้ง
หากกระแสเงิน ETF กลับมาเป็นบวก ก็มีความเป็นไปได้ที่ราคาจะทดสอบ 100,000 USD ในไตรมาสนี้ แต่ถ้าจะร่วงลงลึกกว่านี้ ต้องอาศัยคลื่นแรงขายจากการไถ่ถอน ETF รอบใหม่
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในตอนนี้แสดงให้เห็นว่าระยะนี้กำลังจางหายไปแล้ว