ราคาทองคำสปอตซื้อขายต่ำกว่า 4,500 USD ต่อออนซ์ในวันพฤหัสบดี โดยอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบสองเดือน โดยราคาขยับแตะ 4,525 USD เมื่อต้นวันหลังปรับขึ้นเกิน 4% เมื่อวันพุธ เป้าหมายระยะสั้นของ JPMorgan สำหรับทองคำในไตรมาสสี่ปี 2026 อยู่ที่ 4,500 USD ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากประมาณการก่อนหน้าที่ 6,000 USD
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็นสองเท่าในวันพุธ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าทองคำจะกลับไปแตะ 5,000 USD ได้อีกครั้งก่อนสิ้นปี 2026
เป้าหมายที่ปรับเปลี่ยนของ JPMorgan
ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือ 5,300 USD ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ก่อนปรับลงอย่างรุนแรงในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ การปรับฐานในรอบนั้นทำให้ราคาตกลงมาราว 25% จากจุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นในสัปดาห์นี้
การไต่ระดับของราคาทองคำสู่ 4,525 USD ทำให้เข้าใกล้จุดที่ JPMorgan ไม่คาดว่าจะรักษาไว้ได้ โดยเป้าหมายของธนาคารเองได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในปีที่ผ่านมา
JPMorgan Global Research ยังคงมีเป้าหมายสิ้นปีที่ 6,000 USD ในช่วงกลางปี 2026 แต่ได้ลดประมาณการเฉลี่ยตลอดทั้งปีเหลือ 5,243 USD จากเดิม 5,708 USD จากนั้นในเดือนกรกฎาคมก็ลดคาดการณ์ไตรมาส 4 ลงราว 25%
JPMorgan ให้เหตุผลว่าความต้องการจากผู้ซื้อหลักอ่อนตัวลงจึงจำเป็นต้องปรับลด เป้าหมายใหม่อยู่ที่ 4,500 USD ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับราคาทองคำสปอตในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของราคาทองในวันพฤหัสบดี ส่งผลให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวเหนือเป้าหมายที่ JPMorgan ปรับลดไว้ ช่องว่างนี้สะท้อนว่าคาดการณ์ของวอลล์สตรีทอาจล้าช้าต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ผันผวนได้รวดเร็วเพียงใด
ในขณะเดียวกัน ธนาคารอื่น ๆ ต่างก็แสดงแนวโน้มปรับเปลี่ยนเช่นเดียวกัน Goldman Sachs ปรับลดคาดการณ์สิ้นปีลงมาอยู่ที่ 4,900 USD ในเดือนมิถุนายน จากเดิม 5,400 USD และยังเลื่อนระยะเวลาคาดการณ์การลดดอกเบี้ย Fed ครั้งแรกจาก 2026 ไปเป็น 2027
ตรงกันข้ามกับนี้ BloFin Research มีมุมมองที่แตกต่าง โดยเปรียบเทียบ ประสิทธิภาพของทองคำกับหุ้น แทนที่จะพิจารณาเฉพาะการร่วงลง ทองคำอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเดือนมกราคม 21% แต่สัดส่วน S&P 500 ต่อทองคำกลับฟื้นตัวขึ้นมาราว 40% ในปีนี้
ทำไมทองคำถึงกลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง
มีหลายปัจจัยที่ช่วยผลักดันราคาทองคำให้ปรับขึ้นอีกครั้ง
รัฐมนตรีคลัง Scott Bessent ได้เพิ่มการสนับสนุนสภาพคล่องด้วยการซื้อคืนตราสารหนี้ระยะเวลา 10 ถึง 30 ปีในวันพุธ ขนาดขั้นต่ำของแต่ละการดำเนินการขณะนี้อยู่ที่ 4 พันล้าน USD เพิ่มขึ้นจาก 2 พันล้าน USD
ประกาศนี้เกิดขึ้นหลังจากเกิดปรากฏการณ์เทขายพันธบัตร ซึ่งทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะเวลา 30 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2007 เมื่อมีข่าวออกมา อัตราผลตอบแทนจึงลดลง ทำให้ตลาดพันธบัตรที่ตึงตัวได้รับแรงผ่อนคลาย
ยอดหนี้รัฐบาลกลางสหรัฐรวมแตะ 40 ล้านล้าน USD ในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็น จุดเปลี่ยนด้านหนี้ครั้งใหม่ที่ทำให้เกิดความกังวลด้านการคลังมากขึ้น เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังยังกล่าวว่า ต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นและการใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม ยังคงสูงกว่ารายรับจากภาษีอย่างต่อเนื่อง
ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงยังช่วยเพิ่มเสน่ห์ใหักับทองคำในสัปดาห์นี้ โดยดอลลาร์เพิ่งแตะ ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือนเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญ ทำให้ทองคำซึ่งกำหนดราคาด้วย USD มีราคาถูกลงสำหรับผู้ซื้อจากต่างประเทศ
รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการมีความเห็นแตกต่างกัน โดยผู้กำหนดนโยบายบางส่วนระบุว่าจะสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากอัตราเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด
ขณะนี้นักลงทุนประเมินว่ามีโอกาส 32.7% ที่จะเกิดการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ทั้งยังประเมินว่ามีโอกาส 67.3% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ ตามข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ติดตามการเดิมพันของนักลงทุนต่อการตัดสินใจของเฟดในอนาคต
ฟิวเจอร์สทองคำสหรัฐสำหรับส่งมอบเดือนธันวาคมปรับขึ้น 0.6% สู่ 4,569.80 USD ขณะที่โลหะมีค่าอื่นก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน โดยซิลเวอร์สปอตขึ้น 0.2% เป็น 67.06 USD ต่อออนซ์ ขณะที่แพลตตินัมลดลง 0.4% สู่ 1,816.78 USD และแพลเลเดียมเพิ่มขึ้น 0.3% มาที่ 1,339.05 USD
การเพิ่มขึ้นของต้นทุนบริการหนี้ยังเป็นปัจจัยสำคัญอีกชั้นหนึ่ง โดยดอกเบี้ยสุทธิต่อหนี้รัฐบาลกลางในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปีงบประมาณสูงถึง 628 พันล้าน USD ตามข้อมูลของกระทรวงการคลัง ตัวเลขนี้สูงกว่าการใช้จ่าย Medicare ของรัฐที่อยู่ที่ 588 พันล้าน USD ในช่วงเดียวกัน
สิ่งที่จำเป็นสำหรับการแตะ 5,000 USD
การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางยังคงเป็นแรงหนุนที่ชัดเจนที่สุดให้กับราคาทองคำ World Gold Council รายงานว่าการซื้อทองคำโดยธนาคารกลางเพิ่มขึ้น 62% ในไตรมาสที่ผ่านมา โดยจีนยังขยายสถิติซื้ออย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 ส่วนโปแลนด์ คาซัคสถาน และสาธารณรัฐเช็ก ก็เป็นหนึ่งในผู้ซื้อรายใหญ่
แรงซื้อจากธนาคารกลางนี้ช่วยสร้างฐานให้กับราคา แต่การแตะ 5,000 USD ต้องการสิ่งที่มากกว่าเพียงแค่การซื้ออย่างสม่ำเสมอ
การเปลี่ยนนโยบายของเฟดไปสู่การลดดอกเบี้ยจะเป็นตัวกระตุ้นที่ชัดเจนที่สุดสำหรับทองคำ เพราะผลตอบแทนที่แท้จริงลดลง ทำให้ทองคำที่ไม่มีดอกเบี้ยดูน่าสนใจกว่าพันธบัตร
นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงยังอาจช่วยเสริมแรงได้ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือสถานการณ์ทางการคลังที่เลวร้ายลง ซึ่งโยงกับตัวเลขหนี้ 40 ล้านล้าน USD อาจมีผลเช่นกัน











